SEO คืออะไร ? เปิดคัมภีร์ SEO ฉบับอัปเดตปี 2021 อธิบายแบบเข้าใจง่าย

คืออะไร เพราะสิ่งที่นักการตลาดทุกคนควรรู้ว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นที่รู้จักกับคนทั่วไป คือ “การทำ SEO (Search Engine Optimization) เพื่อให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับค้นหาบน Search Engine”

แต่เมื่อไรก็ตามที่เว็บไซต์ของเราติดอันดับการค้นหาหน้าแรกบน Search Engine แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ต้องทำ SEO อีกต่อไป เพราะอันดับของเว็บไซต์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หากเรานิ่งนอนใจและไม่ได้กลับมาสนใจการทำ SEO เว็บไซต์ของเราอย่างต่อเนื่อง คุณก็อาจจะต้องบอกลาบัลลังก์นั้นไปก็ได้

หรือในอีกกรณีหนึ่ง สำหรับบางคนที่ยังไม่เคยติดอันดับเลย แต่คิดว่าเราก็ทำหน้าเว็บไซต์ออกมาได้สวยงาม ดูดี รายละเอียดเป๊ะ ข้อมูลครบ ใช่เลย โดนใจลูกค้าแน่เลย! แต่ตัดภาพมาในความเป็นจริงปรากฏว่า แทบจะไม่มีใครเข้ามาดูเว็บไซต์ของเราเลย…

ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นล่ะ!?
เพราะฉะนั้นวันนี้ The Growth Master จะพาคุณไปรู้จักกับ SEO ฉบับอัปเดตปี 2021 แบบหมดเปลือกว่าคืออะไร, ทำไมต้องทำ SEO, มันมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหนกับเว็บไซต์ของเรา และจะทำให้ติดหน้าหนึ่งบน Google ต้องทำอย่างไรบ้าง? พร้อมทั้งดูเทรนด์ใหม่มาแรงสำหรับการทำ SEO พาเว็บไซต์พุ่งทะยานในยุคโควิด 2021 นี้กัน

หากพร้อมแล้ว เรามาตามไปหาคำตอบและขึ้นจรวดการเติบโตไปพร้อม ๆ กันได้เลย

SEO คืออะไร?

SEO คือ กระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อเพิ่มการแสดงผลสำหรับการค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้องและมีเป้าหมายเพื่อติดอยู่บนหน้าแรกของ Search Engine ซึ่งการปรับแต่งเว็บไซต์นั้นมีทั้งแบบ On-page SEO และ Off-page SEO ยิ่งถ้าอันดับการค้นหาหน้าเว็บไซต์ของคุณดีขึ้นมากเท่าไร ธุรกิจของคุณก็ยิ่งมีโอกาสดึงดูดและได้รับความสนใจจากกลุ่ม “ลูกค้าปัจจุบัน” หรือ “ว่าที่ลูกค้า” ของเราในอนาคตให้หลั่งไหลมายังเว็บไซต์ธุรกิจของคุณมากขึ้น

เราลองนึกภาพตามว่า เวลาจะค้นหาอะไรบน Google พอกดปุ่มค้นหาไปแล้ว คุณเจอเว็บไซต์ไหนขึ้นมาเป็นอันดับแรก ๆ คุณก็มักจะชอบกดเว็บไซต์นั้น ๆ ใช่ไหมคะ

อย่างเช่น คุณค้นหาคีย์เวิร์ดคำว่า “Growth Hacking คือ” ลงไป คุณจะเห็นว่าเว็บไซต์ของ The Growth Master ขึ้นมาเป็นอันดับแรกนั่นเอง ซึ่งคนส่วนใหญ่เมื่อเห็นแบบนี้ พวกเขาก็แทบจะไม่คิดอะไรมากและกดเข้ามาอ่านเลย

ซึ่งการทำ SEO ที่ว่า คุณจะไม่เสียเงินค่าโฆษณาสักบาทเดียวให้กับ Search Engine เลย แต่ก็ต้องแลกมากับการที่ต้องหมั่นคอยปรับปรุงเว็บไซต์และการทำคอนเทนต์ของคุณให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการใช้คีย์เวิร์ด (Keyword) บนหน้าเว็บไซต์ของคุณ (รวมไปถึงเรื่องต่าง ๆ ด้วย ซึ่งเราจะบอกให้คุณได้รู้ต่อไป)

แต่บางครั้งที่คุณค้นหาคีย์เวิร์ดสักคำหนึ่ง เมื่อคุณกดเข้ามายังหน้า SERP (Search Engine Result Page) หรือหน้าผลลัพธ์ค้นหา Google แล้วเจอบางเว็บไซต์ที่อยู่ข้างบนสุด แต่มันก็ไม่ได้มาจากการทำ SEO ก็มี แบบนั้นเราจะเรียกว่าการทำ SEM หรือ Search Engine Marketing คือ การทำการตลาดโดยใช้ Search Engine หรือเรียกง่าย ๆ ว่าซื้อโฆษณาคีย์เวิร์ดนั่นเอง

จากภาพ จะเห็นได้ว่าผลการค้นหาในกรอบสีแดง เป็นเว็บไซต์ที่มาจากการทำ SEM โดยจะสังเกตจากคำว่า “โฆษณา” ที่มีเขียนเอาไว้หน้า URL และต่อด้วยเว็บไซต์ในกรอบสีน้ำเงินที่มาจากการทำ SEO ที่ไม่มีอะไรเขียนไว้หน้า URL นั่นเอง

อ่านบทความเพิ่มเติม > เริ่มทำ SEM แบบ Paid Search อย่างไรให้ธุรกิจได้ลูกค้าใหม่อย่างมีคุณภาพ

ทำไมธุรกิจออนไลน์ต้องทำ SEO ในปี 2021?
เพราะการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) กลายเป็นรูปแบบการตลาดที่ถือว่าทรงพลังที่สุดในยุคปัจจุบัน ด้วยตัวเลขผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 4.66 พันล้านคน ตามรายงานของปี 2020 จาก Statista และนักการตลาดมากถึง 61% ยังคงมองว่า SEO เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จบนโลกออนไลน์อยู่ดี

ซึ่งพอดูจากตัวเลขที่น่าทึ่งนี้แล้ว จึงทำให้มีการแข่งขันอย่างดุเดือดของเว็บไซต์ธุรกิจต่าง ๆ เพื่อที่จะก้าวขึ้นไปสู่อันดับ (Rank) ต้น ๆ บนหน้าแรกของ Search Engine เพราะว่ายิ่งติดอันดับสูงเท่าไร Traffic ที่จะเข้ามาในเว็บไซต์ของเราก็ยิ่งมีเยอะ และนำไปสู่การเพิ่มยอดขาย หรือ Conversion ได้โดยในที่สุด อีกทั้งการอยู่อันดับสูง ๆ ก็ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาวดูน่าเชื่อมากขึ้นไปอีกด้วย

ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมนักการตลาดทุกคนควรใช้ประโยชน์จากการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เพราะมันเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับแบรนด์ในระยะยาว และจุดเริ่มต้นของการท่องโลกอินเทอร์เน็ตของผู้คนส่วนใหญ่ก็มักเกิดจากการใช้ Search Engine เป็นหลัก

เราลองมาดูสถิติจากสำนักต่าง ๆ กัน…
จากรายงานของ Internetlivestats บอกว่า ปัจจุบันมีการค้นหาบน Google มากกว่า 40,000 ครั้งต่อวินาที, 3.5 พันล้านครั้งต่อวัน และทั่วโลกรวมกว่า 1.2 ล้านล้านครั้งต่อปี

นอกจากนั้น รายงานล่าสุดของ Backlinko พบว่า ผลการค้นหาเว็บไซต์ที่ติดอันดับหนึ่งในหน้า SERP ของ Google (หรือหน้าค้นหาของ Google) พบว่ามีอัตราการคลิก (Click-Through-Rate: CTR) อยู่ที่ 31.7% ของคลิกทั้งหมด จากการใช้ข้อมูลการคลิกประมาณ 5 ล้านครั้ง ยังคงพบว่าเว็บไซต์ที่อยู่อันดับ 1 ก็ยังคงมี CTR ทิ้งห่างอันดับอื่น ๆ อย่างชัดเจน

โดยเฉลี่ยแล้วการขยับขึ้น 1 อันดับในผลการค้นหา จะทำให้ CTR เพิ่มขึ้น 30.8% เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะย้ายจากอันดับใดไปอันดับใดด้วย เช่น ถ้าย้ายจากอันดับ 3 ไป 2 มักจะส่งผลให้ CTR เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่กลับกัน ถ้าจากอันดับ 10 ขึ้นมา 9 ก็ยังไม่สร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญมากทางสถิติ (ยกเว้นถ้าจากหน้า 2 ขึ้นมาหน้า 1 ก็จะส่งผลอย่างมากเช่นกัน)

เรามาดูให้เห็นภาพกราฟกันแบบชัด ๆ เลยดีกว่า เราจะเห็นได้ว่าเว็บไซต์ที่ครองตำแหน่งอันดับที่ 1 มีอัตราการคลิกแบบ Organic (CTR Organic Ranking) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 34.2% ซึ่งนำเว็บไซต์อันดับ 2 (17.1%) อยู่ถึง 2 เท่าเลยทีเดียว และค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ ตามลำดับที่ต่ำลงไป และเห็นได้ว่าอันดับที่ 9 (2.9%) ก็มี CTR ที่ไม่ได้ต่างจากอันดับที่ 10 (2.6%) สักเท่าไร

Keyword Research คืออะไร? สำคัญแค่ไหนกับการทำ SEO
หัวใจสำคัญของการทำ SEO ก็คือ คีย์เวิร์ด (Keyword)
ก่อนที่เราจะเจาะลึกลงไปถึง Keyword Research และขั้นตอนวิธีการค้นหาคีย์เวิร์ดที่ใช่ที่สุดสำหรับการทำธุรกิจของคุณ เรามาพูดถึงเรื่องพื้นฐานก่อนดีกว่า

Keyword คืออะไร?
คีย์เวิร์ด (Keyword) คือ คำและวลีที่ผู้คนพิมพ์ลงใน Search Engine เรียกอีกอย่างว่า “คำค้นหา” หรือ “SEO keyword”

Keyword Research คืออะไร?
Keyword Research คือ กระบวนการในการค้นหาคีย์เวิร์ดยอดนิยมของเหล่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่มักจะค้นหากันใน Search Engine เช่น Google, Bing หรือ Yahoo และดูว่าแต่ละคำมีปริมาณการค้นหามากเท่าไร และเราจะสามารถขึ้นไปต่อสู้ในการทำอันดับยากหรือง่าย

แล้วมันสำคัญกับการทำ SEO ยังไง?

การทำ Keyword Research คือ พื้นฐานของการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO ให้ดีขึ้น เนื่องจาก

การรู้ว่าคีย์เวิร์ดของเราคืออะไร จะช่วยให้เราเข้าใจแบรนด์หรือธุรกิจของเรามากขึ้นว่าเรากำลังขายอะไรอยู่? มีบริการอะไรบ้าง? ถ้าเราอยากเริ่มต้นทำธุรกิจแต่ไม่รู้ว่าควรทำอะไรดี คีย์เวิร์ดจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้พบคำตอบตรงนั้นได้
การทำ Keyword Research สามารถบอกข้อมูลสำคัญ ๆ ได้ เช่น ธุรกิจของคุณกำลังอยู่อันดับที่เท่าไร คีย์เวิร์ดคำไหนที่ง่ายต่อการแข่งขัน รวมไปถึงบอกว่าคีย์เวิร์ดของคู่แข่งกำลังอยู่ที่อันดับที่เท่าไรด้วย
การทำ Keyword Research สามารถบอกคุณได้ว่าผู้คนกำลังค้นหาอะไรอยู่ ซึ่งมันอาจเป็นสิ่งที่คุณคิดไม่ถึงด้วยซ้ำ แต่ถ้าเรารู้ทันก็จะได้นำมาปรับปรุงการทำธุรกิจให้ดีขึ้นก้าวนำหน้าคู่แข่งได้
Search Engine สามารถจัดเว็บไซต์ให้เราได้ ก็ต่อเมื่อมันรู้ว่าธุรกิจของเราคืออะไร การเขียนคีย์เวิร์ดคำนั้น ๆ บนหน้าเพจต่าง ๆ ของเว็บไซต์จะช่วยให้ Google สามารถจัดอันดับได้จากคีย์เวิร์ดที่เราใช้ รวมไปถึงสามารถเพิ่ม Traffic ให้เว็บไซต์ได้อีกด้วย
โดยการตามเทรนด์หรือก้าวให้ทันคีย์เวิร์ดที่อาจมีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปในแต่ละปี ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยทำให้หน้าเว็บไซต์ของคุณติดอันดับการค้นหาบนหน้า Search Engine ได้ดีขึ้นอยู่เสมอ เพื่อดูว่าคนในยุคนี้ต้องการอะไร เทรนด์ไหน หรือคีย์เวิร์ดไหนที่ไม่ได้รับความนิยมไปแล้ว จะได้นำไปอัปเดตและปรับปรุงคอนเทนต์และเว็บไซต์ธุรกิจของเราให้ดีกว่าเดิม และตรงกับคำตอบที่ลูกค้ากำลังตามหามากที่สุด

แล้วถ้าอยากทำ Keyword Research จะมีกระบวนการอย่างไรบ้างนะ?
ก่อนอื่นเลย โดยปกติแล้วในการหา Topic มาทำคอนเทนต์สักเรื่องนึง ควรเริ่มจากการทำ Keyword Research ก่อน ซึ่งเราควรลิสต์คีย์เวิร์ดในใจออกมาว่ามีอะไรบ้าง จากนั้นก็มาดูอัตราการแข่งขันจากเครื่องมือที่เราจะแนะนำต่อไปนี้ ยิ่งถ้าเรารู้ว่ามีการแข่งขันสูงมากไปในคีย์เวิร์ดนั้น ๆ เราอาจจะลองหาคีย์เวิร์ดอื่นที่ไม่ได้มีอัตราการแข่งขันที่สูงขนาดนั้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหาโอกาสพาเว็บไซต์ของเราไปอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น

รู้จักลักษณะของคีย์เวิร์ดที่ดี ก่อนทำ Keyword Research
“I’m not exaggerating when I say that without the right keywords, there’s no such thing as SEO.” – Brian Dean, Backlinko
คีย์เวิร์ดที่ดี คือ ด่านแรกของการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ และเมื่อเราเลือกคีย์เวิร์ดสักคำนึงมาทำ SEO มันคือ โอกาสที่ทำให้เกิดจำนวน Traffic แบบ Organic (ผู้ที่ไม่ได้มาจากคลิกลิงก์โฆษณา) เข้ามาในเว็บไซต์ของเรามากขึ้น ยิ่งพวกเขาเข้ามามากเท่าไร โอกาสที่พวกเขาจะกลายมาเป็นลูกค้า และทำยอด Conversion ให้เราก็มีมากขึ้นเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นนี่คือลักษณะของคีย์เวิร์ดที่ดี ที่จะมาตอกย้ำการทำ SEO ของคุณให้ประสบความสำเร็จ

1. มีปริมาณในการค้นหาพอสมควร
ซึ่งปริมาณก็ขึ้นอยู่กับแต่ละอุตสาหกรรมด้วย ถ้าหากคีย์เวิร์ดนั้นมีปริมาณการค้นหาน้อย ก็ไม่สามารถนำพา Traffic ให้หลั่งไหลเข้ามาในเว็บไซต์ของเราได้ และที่สำคัญก็อาจไม่เกิด Conversion ใด ๆ ขึ้นด้วย

2. สามารถแข่งขันได้
เช่น ดูที่อัตรา Cost-Per-Click (CPC) ถ้าคำไหนที่มีค่า Bid เยอะ ก็เท่ากับว่ามีการแข่งขันสูง ที่สำคัญถ้าเกิดว่าเราเป็นเว็บไซต์ที่เพิ่งทำขึ้นมาใหม่ ไม่เคยติดอันดับเลย ก็อาจจะสู้เว็บไซต์ที่มาก่อนและมีอันดับสูงได้ยาก ดังนั้นเราควรเริ่มจากการใช้คีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันน้อยก่อน แล้วค่อยไต่อันดับขึ้นไปดีกว่า

3. นำพากลุ่มเป้าหมายเข้าสู่เว็บไซต์ของเราได้
ถ้าเว็บไซต์ของเราปรับแต่งดีพร้อมจนสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีสำหรับการท่องเว็บไซต์ให้ผู้คนไว้ดีมาก แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าหากเว็บไซต์ของเราไม่มีคีย์เวิร์ดที่ตรงกับใจผู้ค้นหา แต่กลับกันถ้าเป็นคีย์เวิร์ดที่นำพากลุ่มเป้าหมายมายังเว็บไซต์ของเราได้ ก็มีโอกาสที่ทำให้พวกเขาติดตามเรา และกลายเป็นลูกค้าในอนาคตได้

4. เป็น High Commercial Intent Keyword
High Commercial Intent Keyword คือ คีย์เวิร์ดที่คนตั้งใจค้นหาเพื่อนำไปสู่การซื้อสินค้า (Conversion) จากเว็บไซต์อยู่แล้ว โดย High Commercial Intent Keyword จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

Buy Now Keyword คือ คำที่ถูกค้นหาโดยคนที่มีความต้องการซื้อสินค้าแบบทันที เมื่อคลิกเข้าไปแล้วนำไปสู่หน้าที่ทำให้เกิด Conversion ได้ทันที (หน้า Buy Now) เช่น จองที่พักชายหาดหัวหิน, ร้านปิ้งย่าง ABC จองโต๊ะ, เช่าคอนโดย่านพระราม 9 รายเดือน
Product Keyword คือ คำที่ระบุรายละเอียด ยี่ห้อ รุ่น หรือลักษณะของผลิตภัณฑ์ เพื่อเน้นในการค้นหาข้อมูลก่อนนำไปสู่การตัดสินใจซื้อ (มีแนวโน้มที่จะซื้อสูงรองจาก Buy Now แต่ต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อน) เช่น เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อ, ร้านอาหารอีสานอร่อย สยาม, รีวิวลิปสติก XYZ
ทำความรู้จักกับประเภทของคีย์เวิร์ด
ในการทำ Keyword Research อย่างน้อยเราควรรู้จักและเลือกใช้คีย์เวิร์ดให้เป็นสำหรับการทำ SEO เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เราอยากให้พวกเขาค้นหาเราเจอ คีย์เวิร์ดของเราจึงจะสามารถเข้าถึงผู้คนในวงกว้าง และเพิ่มโอกาสที่จะก้าวไปสู่หน้าแรกบน Google อีกด้วย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท มีดังนี้

1. Seed Keyword
Seed Keyword คือ คำที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ กลุ่มเป้าหมาย หรือบทความบนเว็บไซต์ของเรา แต่พูดถึงภาพรวมกว้าง ๆ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงลึกลงไป

และ Seed Keyword มักจะเป็นคำที่สามารถต่อยอดแตกใบไปสู่คีย์เวิร์ดประเภทอื่น ๆ ได้ เราถึงเรียกคำประเภทนี้ว่า “Seed” นั่นเอง มักจะถูกพบอยู่บนหน้า Home page เช่น คำว่า “ครัวซองต์”

2. Niche Keyword
Niche Keyword คือ คำที่มีคำมาขยาย Seed Keyword เพิ่มเติม แต่ก็ยังสามารถมองเป็นกลุ่มคำที่แสดงถึงภาพรวมได้อยู่ดี มักจะอยู่บนหน้า Category หรือ Catalog เช่น คำว่า “ครัวซองต์อัลมอนด์”, “ครัวซองต์เนยสด”

3. Niche Long-tailed Keyword
Niche Long-tailed Keyword คือ คำที่เฉพาะเจาะจงลึกลงไปถึงรายละเอียดของสินค้า เช่น รุ่น, สี, ที่ตั้ง หรือแม้แต่การถามวิธีทำ เป็นต้น เพื่อจำกัดการค้นหาให้แคบลง และเจอสิ่งที่ต้องการได้รวดเร็วขึ้น มักอยู่ที่หน้า Product Page เช่น คำว่า “ครัวซองต์เนยสด ฝรั่งเศส”, “วิธีทำครัวซองต์เนยสด”, “ครัวซองต์อัลมอนด์ เชียงใหม่”, “ครัวซองต์อัลมอนด์ร้าน ABC”

แผนภาพตัวอย่างวิธีการแตก Seed Keyword “ครัวซองต์” ออกมาเป็นลำดับขั้น

จากแผนภาพด้านบน เราจะพบว่า ไม่ว่าคีย์เวิร์ดจะอยู่ในประเภท Niche Keyword หรือ Niche Long-tailed Keyword แต่ก็ยังมี Seed Keyword อยู่ด้วย ซึ่ง Seed Keyword นี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้แตกเป็นคำประเภทอื่นออกมาได้

ขั้นตอนการทำ Keyword Research
Keyword Research เริ่มต้นจากการที่คิดว่า “คนที่มีโอกาสจะมาลูกค้าจะค้นหาธุรกิจหรือเว็บไซต์ของคุณอย่างไร” จากนั้นคุณสามารถใช้ Keyword Research Tools เพื่อขยายแนวคิดเหล่านั้นและช่วยค้นหาคีย์เวิร์ดได้มากขึ้น

Keyword Research เป็นกระบวนการง่าย ๆ แต่ต้องรู้ 2 สิ่งนี้ก่อน จึงจะทำได้จริงและทำออกมาได้ดี

คุณต้องมีความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมของคุณก่อน
คุณต้องเข้าใจว่า Keyword Research Tools ทำงานอย่างไร และจะใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร (ซึ่งเราจะพูดถึงในบทความนี้)
เราจะมาอธิบายถึงขั้นตอนในการทำ Keyword Research เพื่อช่วยให้คุณรู้คำตอบ 2 ข้อด้านบน และทำการค้นหาคีย์เวิร์ดกัน มีอะไรบ้างไปติดตามกันต่อเลยค่ะ

1. ทำการระดมไอเดีย “Seed Keyword”
Seed Keyword เป็นรากฐานของกระบวนการทำ Keyword Research มันสามารถระบุกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Niche Market) ได้ และช่วยดูได้ว่าคู่แข่งของเราคือใคร ซึ่ง Keyword Research Tools จะมีการถามเสมอว่า Seed Keyword ของคุณคือคำไหน เพื่อที่สามารถรวบรวมไอเดียคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องจำนวนมากมาให้คุณได้

หรือถ้าหากคุณมีสินค้าหรือธุรกิจที่ต้องการโปรโมตทางออนไลน์อยู่แล้ว การหา Seed Keyword ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าเดิม ให้คุณลองนึกว่า คุณรับบทเป็นลูกค้าที่กำลังจะค้นหาสินค้าของคุณอยู่ แล้วพวกเขาจะพิมพ์อะไรลงไปใน Search Engine เช่น ถ้าคุณขายเครื่องชงกาแฟและอุปกรณ์อื่น ๆ Seed Keyword อาจจะเป็นคำว่า

กาแฟ
เอสเปรสโซ่
คาปูชิโน่
อเมริกาโน่
ลาเต้
*Seed Keyword ไม่จำเป็นต้องเป็นคำว่า “เครื่องชงกาแฟ” โดยตรงเลยก็ได้ เพราะนี่เป็นเพียง Seed Keyword ที่จะนำไปใช้สำหรับขั้นตอนต่อไป ดังนั้นไม่ต้องซีเรียสเกินไปสำหรับขั้นตอนนี้ ควรจะเป็นภาพกว้าง ๆ ที่คิดว่ามันเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณไว้ก่อน

2. ดูว่าคีย์เวิร์ดของคู่แข่งของคุณอยู่อันดับที่เท่าไร
การดูว่าคีย์เวิร์ดไหนที่มักส่ง Traffic ไปสู่คู่แข่งของคุณเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเริ่มทำ Keyword Research แต่ก่อนอื่นคุณต้องระบุคีย์เวิร์ดของคู่แข่งเหล่านั้นก่อน ตรงนี้แหละคือจุดที่เราใช้ประโยชน์จากระดมไอเดีย Seed Keyword ในข้อแรกมาใช้ ให้เราพิมพ์ Seed Keyword ลงไปใน Google และดูว่ามีใครติดอันดับบ้าง

อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็อาจจะมีเว็บไซต์ของแบรนด์ใหญ่ ๆ เช่น Amazon หรือ Starbucks ขึ้นมาก่อนด้วย ซึ่งเราไม่ต้องมองพวกเขาว่าเป็นคู่แข่ง ให้คุณมองเฉพาะร้านค้าที่มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับคุณก็เพียงพอแล้ว

3. ใช้ Keyword Research Tools

เว็บไซต์ของคู่แข่งนี่แหละที่เรียกได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ชั้นดีในการส่องดูคีย์เวิร์ดเลย แต่ยังมีคีย์เวิร์ดอีกมากมายที่คู่แข่งของเราไม่ได้ใช้ ไม่จับตามอง หรือพวกเขาอาจนึกไม่ถึงนั่นเอง ซึ่งถ้าคุณรู้ว่าคีย์เวิร์ดคำนั้นคืออะไรก่อนพวกเขา ก็จะทำให้คุณสามารถก้าวนำคู่แข่งไปได้อีกก้าวนึง

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ? ก็ใช้ Keyword Research Tools นี่แหละ

Keyword Research Tools ทั้งหมดมักจะทำงานในลักษณะเดียวกัน คือ เมื่อคุณป้อน Seed Keyword เข้าไป มันก็จะช่วยดึงไอเดียคีย์เวิร์ดใหม่ ๆ เพิ่มเติมมาให้เราจาก Database ที่เครื่องมือนั้น ๆ มี นอกจากนั้น Keyword Research Tools ก็เข้ามาช่วยทำการวิเคราะห์ทางด้านต่าง ๆ ได้อีกด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *