CPTPP คืออะไร ทำไมเสียงค้านเข้าร่วมถึงดังไปทั่วทั้งสังคม

วันที่ 12 มิถุนายน 2563 กลายเป็น คําศัพท์ที่ฮอตฮิตขึ้นมา ทั่ว อีกทั้งสังคมอีกครั้งกับ CPTPP หลังจากมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลเตรียมน่าระเบียบวาระ การร่วมเป็นสมาชิก CPTPP เข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม เพื่อเข้าใจถึงนี้ ได้มากขึ้น ลองไล่อ่านข้อสรุป ตามหัวข้อด้านล่างนี้ ที่หน่วยงานวิจัยเศรษฐกิจและก็ธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เคยเผยแพร่มาแล้วเมื่อปี 2561 หรือเมื่อ 2 ปีก่อน ถึงความหมายของ CPTPP

CPTPP คืออะไร?

CPTPP มีชื่อเต็มว่า Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership หรือ ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก โดยเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมในเรื่องการค้า การบริการ และการลงทุน เพื่อสร้างมาตรฐานและกฎระเบียบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งในประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติ

ความจริงแล้ว ความตกลงนี้ริเริ่มกันมาตั้งแต่ปี 2549 (2006) มีชื่อเดิมว่า TPP (Trans-Pacific Partnership) และมีสมาชิกทั้งหมด 12 ประเทศ แต่หลังจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในตอนนั้นถอนตัวออกไปเมื่อต้นปี 2550 (2017) ประเทศสมาชิกที่เหลือก็ตัดสินใจเดินหน้าความตกลงต่อโดยใช้ชื่อใหม่ว่า CPTPP

ปัจจุบันสมาชิก CPTPP มีทั้งหมด 11 ประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วย
1.ญี่ปุ่น
2.แคนาดา
3.เม็กซิโก
4.เปรู
5.ชิลี
6.ออสเตรเลีย
7.นิวซีแลนด์
8.สิงคโปร์
9.มาเลเซีย
10.บรูไน
11.เวียดนาม

CPTPP ต่างจาก TPP ยังไง?
กลายเป็น ความแตกต่างระหว่าง CPTPP และ TPP แบ่งได้เป็น 2 ข้อใหญ่ๆ

1.ข้อแรก คือขนาดของเศรษฐกิจและการค้า แน่นอนว่าหลังจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลกถอนตัวออกไป ทั้งเศรษฐกิจ การค้าและจำนวนประชากรรวมของ CPTPP ย่อมมีขนาดเล็กลง ถ้าดูจากตัวเลขของธนาคารโลกจะเห็นว่าขนาดเศรษฐกิจรวมของ CPTPP หลังไม่มีสหรัฐฯ ลดฮวบจาก 38% ของเศรษฐกิจโลก เป็น 13% ส่วนขนาดการค้ารวมลดลงจาก 27% เป็น 15% ทำให้ CPTPP เสียตำแหน่งข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกไป (ส่วนคนที่รับตำแหน่งนี้ต่อคือ RCEP มีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็น 31% ของเศรษฐกิจโลก)

2.ข้อที่สอง เป็นรายละเอียดของความตกลง หลังตัดสินใจเดิน หน้า ต่อ ในนาม CPTPP สมาชิก 11 ประเทศที่เหลือก็ระงับข้อ บัญญัติ (provision) 22 ข้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่ สหรัฐอเมริกา สนับสนุนมากมาย แม้กระนั้นไม่เป็นประโยชน์ กับ ประเทศสมาชิกอื่นๆ เท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น การคุ้มครอง อุตสาหกรรมยา การขยายระยะเวลาคุ้มครองทรัพย์สินทาง ปัญญาจาก 50 ปีเป็น 70 ปี แล้วก็การให้สิทธิ นักลงทุนฟ้อง ร้องรัฐบาล ในบางกรณีที่นโยบายเมืองส่งผลลบต่อธุรกิจ ฯลฯ การระงับข้อตกลงที่ว่านี้ทําให้ CPTPP ดูผ่อนปรนและเข้มงวด น้อยกว่า TPP ก็จริง แต่ว่าก็ยังถือว่าเป็นความตกลงทางการ ค้าที่มีมาตรฐานสูงเพราะข้อปฏิบัติส่วนมากยังคงไว้ดังเดิม อย่างเช่น การเปิดเสรีกิจการค้า ผลิตภัณฑ์และก็บริการในชั้น สูง กฎหมายสิทธิแรงงาน ฯลฯ ที่สําคัญเป็นประเทศสมาชิก บางที่อาจพิจารณาน่า ข้อตกลงที่ระงับไปกลับมาใช้ใหม่ก็ได้

โดยสรุปแล้ว CPTPP ก็คือ TPP ที่ไม่มีสหรัฐอเมริกา มีขนาดเศรษฐกิจและการค้าเล็กลง แต่มีกฎเกณฑ์ที่ผ่อนคลายมากขึ้น

ไทยจะได้อะไรจากการเข้าร่วม CPTPP?
ในฐานะที่เป็นชาติการค้าที่มีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกและนำเข้าค่อนข้างสูงราว 123% ของ GDP ประเทศไทยก็ประกาศเตรียมพร้อมจะเข้าร่วม CPTPP ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และมีเป้าหมายจะเจรจาเข้าร่วมให้ได้ภายในปีนี้ คำถามถัดมาคือบ้านเราจะได้ประโยชน์อะไรจาก CPTPP บ้าง

1.การส่งออก CPTPP จะเพิ่มโอกาสการส่งออกของไทยไปยังประเทศสมาชิก CPTPP โดยเฉพาะตลาดแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งไทยยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีด้วย ในปี 2017 มูลค่าส่งออกไทยไปยังกลุ่มประเทศ CPTPP มีสัดส่วน 30% ของการส่งออกทั้งหมดจากไทย และมีอัตราการเติบโต 9% เทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับแคนาดากับเม็กซิโกมีสัดส่วนการส่งออกรวมกัน 2% สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปแคนาดา ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป ข้าว และผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้าหลักที่ส่งออกไปเม็กซิโกคือ รถยนต์และส่วนประกอบ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าในหมวดดังกล่าวมีโอกาสไปได้ดีถ้าไทยเข้าร่วม CPTPP ได้สำเร็จ

2.การลงทุนจากต่างประเทศ การเข้าร่วม CPTPP จะช่วยดึงดูดการลงทุนที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศสมาชิก CPTPP ซึ่งหากไทยไม่เข้าร่วม เราอาจจะเสียโอกาสตรงนี้ให้มาเลเซียกับเวียดนามไป

3.ความสามารถทางการแข่งขัน CPTPP จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย จากการปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ CPTPP ที่ได้ชื่อว่าเป็นความตกลงทางการค้าคุณภาพสูง ตัวอย่างกฎเกณฑ์ที่ CPTPP สนับสนุน ได้แก่ กฎหมายสิทธิแรงงาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสนับสนุนการแข่งขันอย่างเท่าเทียมระหว่างธุรกิจชาวท้องถิ่นและชาวต่างชาติ เป็นต้น ซึ่งการปฏิรูปกฎหมายเหล่านี้จะเป็นผลบวกกับไทยในระยะยาว

ทางเข้า ufabet

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *